กาพย์ยานี 11 ประวัติความเป็นมา และตัวอย่าง

กาพย์ยานี 11 ประวัติความเป็นมา และตัวอย่าง สัมผัส ฉัันทลักษณ์

กาพย์ยานี11 เป็นการ การแสดง ความรู้ ความนึกคิด ความรู้สึก และก็สิ่งที่ ต้องการของผู้ส่งสารออกไปเป็น ลายลักษณ์อักษร เพื่อผู้รับสารสามารถ อ่านเข้าใจ ได้รับรู้ความรู้ ความนึกคิด ความรู้สึก รวมทั้งความปรารถนา พวก นั้น การถ่ายทอด โดยแนวทางเล่าปากต่อปาก หรือที่เรียกว่า “มุขปาฐะ” อาจจะทําให้สารตกหล่นหรือคลาดเคลื่อนได้ง่าย ลายลักษณ์อักษรหรือที่ตัว หนังสือ ที่จริงจริง เป็น สัญลักษณ์ที่ใช้แทนคําบอกเล่า นั่นเอง

วิชาภาษาไทย ชั้น ม.1 เรื่อง ฝึกแต่งกาพย์ยานี 11

หลายท่าน คงจะสงสัยใช่ไหมว่า เพราะเหตุใด พวกเรา ถึง เรียกบทประพันธ์ จ่าพวกนี้ว่า “กาพย์ยานี 11″ โตยชื่อนี้มีที่มาจากการที่กาพย์ยานี ๑ บาทมี 11 ค่า หรือ พยางค์ นั่นเอง โดยกาพย์ยานี ๑๑ มีลักษณะบังคับ หรือองค์ ประกอบฉันทลักษณ์ ตั้งต่อไปนี้

สัมผัสกาพย์ยานี 11
สัมผัสกาพย์ยานี 11

สัมผัสบังคับของกาพย์ยานี ๑๑ ฉันทลักษณ์ กาพย์ยานี 11

๑. กาพย์ยานี ๑ บทมี ๒ บาท โดย ๒ วรรครวมกันเป็น ๑ บาท ดังนั้น กาพย์ยานี ๑ บทจึงมีทั้งหมด ๔ วรรคด้วยกัน

๒. ในแต่ละบาท ประกอบไปด้วยวรรคหน้า ๕ คำหรือพยางค์ และวรรคหลัง ๖ คำหรือพยางค์ รวมเป็น ๑๑ คำหรือพยางค์พอดี

๓. ตัวสุดท้ายของวรรคที่ ๑ จะต้องสัมผัสกับตัวที่ ๓ ของวรรคที่ ๒ แต่อนุโลมให้สัมผัสกับตัวที่ ๑ หรือ ๒ ก็ได้

๔. ตัวสุดท้ายของวรรคที่ ๒ ส่งสัมผัสกับตัวสุดท้ายของวรรคที่ ๓

๕. ไม่จำเป็นต้องส่งสัมผัสไปวรรคสุดท้าย แต่ถ้าสามารถแต่งให้ตัวสุดท้ายของวรรคที่ ๓ ส่งสัมผัสมายังวรรคสุดท้ายได้ ก็จะเพิ่มความไพเราะมากยิ่งขึ้น

๕. สำหรับสัมผัสระหว่างบทนั้น ให้ตัวสุดท้ายของวรรคที่ ๔ ส่งสัมผัสไปยังตัวสุดท้ายของวรรคที่ ๒ ในบทถัดไป

          พยางค์สุดท้ายของวรรคที่ ๑ สัมผัสกับพยางค์ที่ ๓ ของวรรคที่ ๒  พยางค์สุดท้ายของวรรคที่ ๒ สัมผัสกับพยางค์สุดท้ายของวรรคที่ ๓  พยางค์สุดท้ายของวรรคที่ ๓ อาจสัมผัสกับพยางค์ที่ ๑, ๒ หรือ ๓ ของวรรคที่ ๔  พยางค์สุดท้ายของวรรคที่ ๔ สัมผัสกับพยางค์สุดท้ายของวรรคที่ ๒ ของบทต่อไป

การอ่านกาพย์ยานี 11

การอ่านกาพย์ยานี 11 จะต้องแบ่งจังหวะการอ่านคำในแต่ละวรรคดังนี้ วรรคแรกมี 5 คำ
วรรคหลังมี 6 คำ การอ่านจึงเว้นเป็นจังหวะตามวรรคคือวรรคหน้าเว้นจังหวะ 2/3 คำ
ส่วนวรรคหลังเว้นจังหวะ 3/3 คำ

การอ่านทำนองเสนาะกาพย์ยานี 11

ประวัติความเป็นมา กาพย์ยานี 11

กาพย์ มีที่มา ไม่เคยรู้ชัดแจ้งว่าเป็นบทประพันธ์เดิมของไทย หรือรับมาจาก ชาติอื่น หนังสือเรียนกาพย์เก่าแก่ที่มีอยู่ในขณะนี้เป็น กาพย์สารวิลาสินี และ กาพย์ คันถะ แต่งเป็นภาษาบาลี ไม่เคยรู้ชื่อ คนแต่ง แต่ว่าคาดคะเน กัน ว่าแต่งขึ้น ในล้านนายุค พระผู้เป็นเจ้าติโลกราชที่ล้านนา ซึ่งตรงกับยุค สมเด็จพระบรม ตรีโลกนาถที่กรุงศรีอยุธยา แล้วก็เปลี่ยนมาจากกาพย์มคธ เป็น กาพย์ไทย โดยบริบูรณ์ ราวๆรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ที่กรุง ศรีอยุธยา
กาพย์ยานี ในสมัยแรกๆ บังคับเฉพาะสัมผัสระหว่างบาท แล้วก็ สัมผัสระหว่าง บท แค่นั้น สัมผัสระหว่าง วรรค ไม่บังคับ
ยุคอยุธยายุคกลาง และก็สมัยปลายได้เพิ่มสัมผัสระหว่าง วรรคแรก กับวรรค ที่ 2 แล้ว ถัดมา เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร กวีผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเชิง กาพย์ ทรงเพิ่ม สัมผัสสระในคําที่ 2-3 วรรคแรก และก็ศที่ 3 – 4 ในวรรค ข้าง หลัง อย่างมีระบบ ทําให้จังหวะอ่านรับกันเพิ่มความเพราะมากขึ้นเรื่อยๆ รวม ทั้งส่งอิทธิพลมาถึง บทกลอนยุครัตนโกสินทร์ ตลอดถึงยุค พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

สุนทรภู่ ก็เป็นอีกตํานานหนึ่ง ที่ปรับใช้กาพย์ยานี้ของกรุงศรีอยุธยา โดยให้ ความใส่ใจกับสัมผัสเป็นหลัก มีการเพิ่มสัมผัสระหว่าง วรรคที่ 3 กับวรรค ที่ 4 และให้ความใส่ใจกับน้ําหนัก ศและก็น้ําเสียง ด้วย

ในตอนที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงยิน กาพย์ยานี้ โดย ละทิ้ง สัมผัส ไปมาก แต่ว่ามาเล่นน้ําหนักของค่ารวมทั้ง ทรง ใช้สัมผัสอักษร แทน สัมผัสระหลายหน แล้วก็น่าจะเป็นตัวตั้ง สําหรับกาพย์ สมัย หลัง ๆ ครั้งนา ยผี (อัศนี พลจันทร) ประดิษฐ์กาพย์ยานี้รูปใหม่

ในสมัยกึ่งพุทธกาล นายผี หรือ อัศนี พลจันทร ได้สั่นสะเทือนแวดวงกาพย์ ตัวยลีลาท่าทางเฉพาะบุคคล โดยทั้ง สัมผัสในไปมาก หันมาใช้สัมผัสอักษร แทน เน้นย้ํา ค่าโดด อัน ให้จังหวะสละสลวย จนกระทั่งเหมือนอินทรวิเชียร ฉันท์กลายๆ

ตัวอย่างกาพย์ยานี ๑๑

ตัวอย่างกาพย์ยานี 11
ตัวอย่างกาพย์ยานี 11

พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

……………………………………………………….

เรื่อยเรื่อย/มารอนรอน ทิพากร/จะตกต่ำ
สนธยา/จะใกล้ค่ำ คำนึงหน้า/เจ้าตราตรู
เรื่อยเรื่อย/มาเรียงเรียง นกบินเฉียง/ไปทั้งหมู่
ตัวเดียว/มาพลัดคู่ เหมือนพี่อยู่/ผู้เดียวดาย
กาพย์เห่เรือ พระนิพนธ์ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศ (เจ้าฟ้ากุ้ง)

…………………………………………………………………………….

ตัวอย่างกาพย์ยานี 11 เกี่ยวกับความรัก

จากนักเรียน รร.บ้านทุ่งกวด

คนที่ดีต่อกัน แม้ตะวันจะสูญสิ้น

แม้หมดไร้ผืนดิน ความดีไม่สิ้นจากใจ

ยามใดที่เธอทุกข์ ฉันก็ทุกข์ให้รู้ไว้

ยึดมั่นสัญญาใจ โปรดจำไว้นะคนดี

จาก พี่ธี ธีระศักดิ์ ลิ่มวรรธนาสกุล

 

รักแท้แพ้ใกล้ชิด รักมีพิษจิตเป็นแผล

รักจริงก็ต้องแคร์ รักที่แท้มีมากมาย

รักสลายต้องทำใจ รักที่ไหนก็ต้องหาย

รักแท้หาเกือบตาย รักฉิบหายหาง่ายจริง

จาก อารีญา อารีสกุล โรงเรียนบ้านทุ่งกรวด

 

เรียนรู้แล้วเรียนรัก เรียนอกหักเรียนทำใจ

เรียนรู้ความห่วงใย เรียนต่อให้ใจรักเธอ

เรียนผูกต้องเรียนแก้ เรียนรักแท้เมื่อพบเจอ

เรียนไปใจละเมอ เลยเรียนเผลอไปรักเธอ

จาก พงศธร เชื้อกูลชาติ โรงเรียนบ้านทุ่งกรวด

กาพย์ยานี11เศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียง

มีชื่อเสียงแก้ปัญหา

อุดมการณ์พัฒนา

ปรัชญาช่วยชาติไทย

สายกลางทางพ่อหลวง

คือสามห่วงสองเงื่อนไข

พอประมาณในการใช้

จัดสรรไว้ให้พอกิน

มีเหตุและมีผล

ส่งเสริมชนคนท้องถิ่น

ภูมิคุ้มกันค้ำชีวิน

ดั่งทรัพย์สินภูมิปัญญา

เงื่อนไขมีหนึ่งคู่

คือความรู้การศึกษา

คุณธรรมนำชีวา

สองคุณค่าน่าภูมิใจ

ประหยัดตัดรายจ่าย

อยู่อย่างง่ายให้พอใช้

ไม่จำเป็นตัดออกไป

ให้เหลือไว้ที่ต้องการ

ปลูกผักสวนครัวได้

นำไปใช้ปรุงอาหาร

เหลือจากใช้ในบ้าน

ขายเป็นงานสร้างกำไร

ทุกวันทำบัญชี

กระจ่างชี้รู้รายได้

แบ่งสันปันส่วนไว้

จัดการให้ได้พอดี

น้อมนบภูวไนย

ศูนย์รวมใจแผ่นดินนี้

แนะนำทางวิธี

สร้างวิถีความยั่งยืน

ที่มา https://www.diarypoem.com/archives/97

……………………………………………………..

อ้างอิง http://www.nmk.ac.th/myweb/yanee1.html